วันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

รวมคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่ใช้ในกีฬา


Football (ฟุตบอล)

Nil – เมื่อดูฟุตบอลอยู่แล้วได้ยินคำว่า “one nil to the Arsenal” (จริง ๆ แล้วอันนี้เป็นชื่อเพลงเชียร์ของแฟนบอลอาร์เซนอลด้วยนะ) หมายความว่าอาร์เซนอลได้หนึ่งลูกและทีมตรงข้ามยังยิงประตูไม่ได้นั่นเอง เพราะคำว่า ‘Nil’ มีความหมายว่า ‘Zero’ ในกีฬาฟุตบอลจ้า
Goal – คำนี้น่าจะคุ้นกันดี เพราะในวงการฟุตบอลคำว่า ‘Goal’ หมายถึงประตู (หรือการทำประตู) ของนักฟุตบอล ไม่ได้มีความหมายว่าเป้าหมายหรือจุดมุ่งหมายอย่างที่เราใช้กันทั่ว ๆ ไปแต่อย่างใด
Defender – อย่างที่ทราบกันว่ากริยาคำว่า ‘Defend’ หมายถึง “การป้องกัน” ดังนั้นคำว่า ‘Defender’ จึงเป็นชื่อตำแหน่งหนึ่งในทีมฟุตบอล ซึ่งก็คือ “กองหลัง” จ้า เพราะมีหน้าที่คุ้มกันไม่ให้ผู้เล่นจากทีมตรงข้ามเจาะเข้าไปถึงหน้าประตูได้นั่นเอง
Draw – คำนี้ในวงการกีฬา โดยเฉพาะกีฬาฟุตบอลหมายถึง “เสมอ” ไม่ใช่เสมอแบบ Always นะ แต่หมายถึงผลการแข่งขันที่ออกมาแล้วเสมอกัน เช่น 1-1 เป็นต้น
Dive – คำนี้หมายถึง “พุ่งล้ม” ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อมีการเข้าบอลแล้วฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพุ่งตัวล้มเพื่อให้ได้ฟรีคิก หรือลูกโทษ ในบางกรณีคนก็จะถือว่า ‘Diving’ หรือการพุ่งล้มของนักกีฬานี้ ไม่ใช่วิธีที่ใสสะอาดนัก
Pass – หมายถึง “ผ่านบอล” หรือ “ส่งบอล” เรามักจะเห็นมาเป็นวลีว่า ‘pass the ball’ ซึ่งก็คือการที่ผู้เล่นคนหนึ่งเตะส่งลูกบอลไปสู่ผู้เล่นอีกคนหนึ่งนั่นเอง
Shoot – คำนี้หมายถึง “ยิง” นั่นเอง แต่ไม่ใช่การยิงปืนหรือยิงธนู เป็นการยิงลูกฟุตบอลไปที่ประตูต่างหาก เช่นเดียวกันกับคำว่า “pass” คำนี้ก็จะมาเป็นวลีเหมือนกัน คือ ‘shoot the ball’ นั่นเอง
Striker – คำว่า “Strike” แปลว่าจู่โจม ดังนั้นคำว่า Striker จึงมีความหมายว่าผู้ที่มีหน้าที่จู่โจม ซึ่งตำแหน่งนี้ในวงการฟุตบอลเรียกว่า “กองหน้า” นั่นเอง กองหน้านี้ก็มีหน้าที่บุกให้เข้าไปถึงประตูของฝ่ายตรงข้ามแล้วทำคะแนนให้กับทีมนั่นเองจ้า

Wall – คำนี้ก็หมายถึง “กำแพง” นั่นเอง แต่กำแพงในที่นี้คือกำแพงคนนะจ๊ะ คือเมื่อมีการยิงฟรีคิก ผู้เล่นจะต้องมายืนเรียงกันหน้าประตูของทีมตัวเองเพื่อเป็นแผงกั้น เรียกกันว่า ‘wall’ นี่แหล่ะจ้า

Basketball (บาสเก็ตบอล)

Block – คำนี้แปลว่า “กัน” จะใช้บรรยายเมื่อผู้เล่นในทีมกระโดดขึ้นกันการยิงลูกบาสจากฝ่ายตรงข้ามของตนเอง ซึ่งคำนี้ในกีฬาวอลเลย์บอลก็ใช้นะคะ
Bounce – คือการเกาะลูกบาสให้กระทบกับพื้นแล้วก็กระดอนขึ้นมากระทบกับผู้เล่นนั่นเองจ้า
Draft – คือการคัดเลือกนักกีฬาจากทีมระดับมหาวิทยาลัยเข้าทีม โดยที่จะเปิดโอกาสให้ทีมที่มีผลการแข่งขันแย่กว่า ‘draft’ ก่อน และทีมที่เป็นแชมป์จะได้คัดคนเข้าทีมเป็นอันดับสุดท้ายจ้า
Travelling – คำนี้ไม่ได้หมายถึงการท่องเที่ยวนะคะ เพราะมันหมายถึงการที่นักบาสเก็ตบอลครองลูกบาสนานเกินไปโดยที่ไม่มีการเดาะลูกบาสให้ถูกวิธีนั่นเอง ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งผิดกติกาด้วย สิ่งนี้เกิดขึ้นได้แม้กระทั่งกับนักบาสเก็ตบอลมืออาชีพ และเมื่อมีการ travelling เกิดขึ้นก็จะโดนปรับตามกติกาจ้า
Turnover – คำนี้หมายถึงการที่นักบาสเก็ตบอลเสียลูกบาสให้กับอีกทีมหนึ่งโดยที่ยังไม่ได้ยิงลูกนั่นเองค่ะ

Boxing (มวย)

Southpaw – เป็นประเภทของนักมวยที่ถนัดมือซ้ายซึ่งจะแย๊บ (jab) ด้วยมือขวาแล้วชกแรง ๆ ด้วยมือซ้าย
Blow – คือการชกออกไปด้วยมือที่กำอยู่
Bout – หมายถึง “นัด” คือนัดที่ขึ้นชก เช่น His first bout will take place tomorrow. (การขึ้นชกนัดแรกของเขาจะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้)
Combination – หมายถึงการปล่อยหมัดติดกันหลาย ๆ หมัด
Bare-knuckled – คือการชกแบบที่ไม่ใส่นวม ถ้าเป็นแบบคนไทยเราอาจจะเรียกว่า “มวยคาดเชือก” แต่ว่าการชกประเภทนี้ไม่ค่อยจะเป็นที่นิยมอีกต่อไปแล้วในปัจจุบัน
Holding – คือการที่อีกฝ่ายกันแขนของคู่ต่อสู่เอาไว้ระหว่างที่ชก ถือว่าผิดกติกา

องค์ประกอบของเรียงความภาษาอังกฤษมีอะไรบ้าง?

การเขียนเรียงความคือการเขียนเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ แต่การเขียนเรียงความนั้นไม่ใช่ว่าเราจะเขียนถึงประเด็นที่เราต้องการจะกล่าวถึงขึ้นมาโต้งๆ ได้เลยโดยที่ไม่มีขั้นตอนใด ๆ แต่ว่าการเขียนเรียงความนั้นมีลำดับการเขียนของมันแบ่งออกเป็นส่วน ๆ ได้แก่ ส่วนนำ, ส่วนเนื้อหา และส่วนสรุป ซึ่งส่วนต่าง ๆ ก็จะมีระเบียบวิธีการเขียนแตกต่างกันไปตามจุดประสงค์จ้า

ส่วนนำ


ส่วนนำก็คือย่อหน้าแรกของเรียงความนั่นเอง โดยทั่วไปส่วนนี้จะเป็นส่วนที่เราควรจะกล่าวอะไรโดยกว้าง ๆ (แต่ไม่ควรกว้างเกิน) เพื่อจะนำไปสู่การเกริ่นสู่การเข้าเนื้อหา อันที่จริงแล้วแม้จะนิยมเขียนกันแค่ย่อหน้าเดียวในส่วนนี้ แต่บางกรณีก็มีการเขียนมากกว่าหนึ่งย่อหน้าเหมือนกัน (แต่ไม่เกินสองย่อหน้า) หากว่าข้อมูลที่จำเป็นต่อการเข้าเนื้อหาหลักของตัวเรียงความมีเยอะมาก เมื่อนำเรื่องมาจนถึงจุดที่เราจะเข้าเนื้อหาแล้วก็ให้เขียนสิ่งที่เรียกว่า “Topic sentence” ซึ่งก็คือประโยคที่จะนำเราเข้าไปสู่ย่อหน้าต่อไปซึ่งเป็นส่วนเนื้อหาหลักๆ นั่นเอง (โดยที่ไม่จำแป็นต้องอยู่ในส่วนเริ่มต้นของย่อหน้าแรกก็ได้)

เนื้อหา

ส่วนเนื้อหานี้จะมีกี่ย่อหน้าก็แล้วแต่ปริมาณข้อมูลหรือประเด็นที่ต้องการนำเสนอ แต่ส่วนใหญ่แล้วเรียงความขนาดธรรมดา สั้นๆ จะมีไม่เกินสี่ย่อหน้า สิ่งที่สำคัญของการเขียนส่วนที่สำคัญที่สุดของงานนี้ก็คือเราจะต้องแบ่งแยกประเด็นให้ดี ไม่เอาประเด็นใดไปรวมกับประเด็นใด ๆ ให้ปะปนและผู้อ่านจะไม่เข้าใจสิ่งที่เราต้องการจะสื่อได้ ทางที่ดีให้แบ่งประเด็นออกให้ชัดเจน และเขียนถึงเนื้อหาของแต่ละประเด็นไล่เป็นย่อหน้าไปจนครบทุกประเด็น

ส่วนสรุป

ส่วนสรุปนี้ก็สำคัญเหมือนกัน เพราะว่าการจะสรุปเรียงความนั้นมันจะขึ้นอยู่กับว่าเราเขียนเรียงความที่มีจุดประสงค์เช่นไร เรียงความของเราเป็นเรียงความประเภทบรรยายเฉยๆ เป็นเรียงความประเภทโต้แย้ง หรือเป็นเรียงความประเภทโน้มน้าว เพราะเรียงความในแบบต่างๆ นั้นมีลักษณะการจบ (conclude) บทความไม่เหมือนกัน การบรรยายธรรมดาอาจจบด้วยการแสดงประเด็นของเรารวบๆ อีกครั้งก็ได้ แต่การโน้มน้าวนั้นจำเป็นต้องจบให้มีน้ำเสียงชักนำและปลุกความสนใจของผู้อ่าน ส่วนเรียงความประเภทโต้แย้งนั้นเราจะต้องย้ำความแตกต่างของประเด็นของเราและประเด็นที่เราต้องการโต้แย้งอีกครั้งนั่นเอง
การเขียนเรียงความนั้นเป็นการเขียนที่มีหลายรูปแบบ หลายจุดประสงค์ และเป็นการเขียนชนิดที่สำคัญ จะดูว่าเรามีความสามรถทางภาษาได้ดีมากน้อยเพียงใดก็จะขึ้นอยู่กับการเขียนบรรยายออกมายาวๆ นี่เอง ลองพิจารณาองค์ประกอบเหล่านี้ดูก่อนจะลงมือเขียนกันนะคะ เพื่อที่งานเขียนของเราจะได้เป็นระเบียบ (organized) และสื่อสารได้ตรงจุดอย่างที่เราต้องการ

มาออกเสียงคำกริยาเติม ed ให้ถูกต้องกันเถอะ

ทุกคนอาจเคยสังเกตว่าคำกริยาเติม ed บางทีก็ออกเสียง t (ท) บางทีก็ออกเสียง d (ด) หรือไม่ก็ออกเสียง id (อิด) เหมือนเป็นอีกหนึ่งพยางค์  แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าคำไหนออกเสียงอะไรถึงจะถูกกันล่ะ?


ก่อนอื่นเราต้องดูว่าคำกริยานั้นลงท้ายด้วยเสียงก้อง (voiced) เช่น b  m  w  v  d  n  l  z  r  j  g หรือ สียงไม่ก้อง (voiceless) เช่น p  f  t  s  sh  ch  k
ทีนี้เรามาดูหลักการออกเสียงคำกริยาเติม ed กัน มีอยู่ด้วยกัน 3 ข้อ คือ:

1. ออกเสียง t

(ออกเสียงคล้ายๆ ถึ แต่ไม่ถึงกับออกเสียงสระอึ) ก็ต่อเมื่อคำกริยานั้นลงท้ายด้วยเสียงไม่ก้อง เช่น p  f  s  sh  ch  k แต่ยกเว้น t  ตัวอย่างเช่น
  • Talked (ทอคท) ลงท้ายด้วยเสียง k  ฉะนั้นออกเสียง ed เป็น t
  • Kissed (มิสท) ลงท้ายด้วยเสียง s  ฉะนั้นออกเสียง ed เป็น t
  • Stopped (สต็อพท) แม้จะลงท้ายด้วย p สองตัวแต่ออกเสียง p แค่ตัวเดียว  และออกเสียง ed เป็น t  สต็อพผิด สต็อพเผ็ด ไม่มีนะ! สต็อปเป็ด ก็ไม่มี!!

2. ออกเสียง d

(ออกเสียงคล้ายๆ ดึ แต่ไม่ถึงกับออกเสียงสระอึ) ก็ต่อเมื่อคำกริยานั้นลงท้ายด้วยเสียงก้อง เช่น  b  m  w  v  n  l  z  r  j  g แต่ยกเว้น d  ตัวอย่างเช่น

  • Learned (เลิร์นด) ลงท้ายด้วยเสียง n  ฉะนั้นออกเสียง ed เป็น d
  • Loved (เลิฟด) ลงท้ายด้วยเสียง v  ฉะนั้นออกเสียง ed เป็น d
  • Occurred (เอิกเคอร์ด) แม้จะมี r สองตัว  ed ก็ยังออกเสียงเป็น d  ไม่มีเอิกเคอร์ริด

3. ออกเสียง id (อิด)

ก็ต่อเมื่อคำกริยานั้นลงท้ายด้วยเสียง t หรือ d ตัวอย่างเช่น
  • Tested (เทสทิด) ลงท้ายด้วยเสียง t  ฉะนั้นออกเสียง ed เป็น id
  • Needed (นีดิด) ลงท้ายด้วยเสียง d  ฉะนั้นออกเสียง ed เป็น id
  • Submitted (เสิบมิทิด) ลงท้ายด้วยเสียง t  ฉะนั้นออกเสียง ed เป็น id
หลักการออกเสียงคำกริยาเติม ed ก็มีแค่นี้แหละ  แต่เดี๋ยวก่อน! มีข้อยกเว้นด้วย  มีบางคำที่ลงท้ายด้วย ed แต่เป็นคำคุณศัพท์ (adjective) และออกเสียง ed เป็น id ตัวอย่างคำประเภทนี้เช่น
  • Dogged (ดอกิ่ด) หมายถึง ดื้อรั้น  เช่น  a dogged student (นักเรียนหัวรั้น)
  • Learned (เลอร์นิ่ด) หมายถึง มีความรู้  เช่น  a learned man (ชายที่มีความรู้)
  • Naked (เนคิ่ด) หมายถึง เปลือย เช่น  naked eye (ตาเปล่า)
  • Ragged (แรกิ่ด) หมายถึง เก่าและขาด  ขรุขระ  เช่น  ragged cloth (ผ้าที่เก่าและขาด)
  • Wicked (วิคิ่ด) หมายถึง ชั่วร้าย  เช่น  a wicked politician (นักการเมืองชั่วร้าย)
  • Wretched (เรทชิ่ด) หมายถึง เคราะห์ร้าย  เช่น  a wretched boy (เด็กผู้เคราะห์ร้าย)
สังเกตว่าคำว่า learned เมื่อทำหน้าที่เป็นคำกริยาออกเสียง เลิร์นด  แต่เมื่อทำหน้าที่เป็นคำคุณศัพท์ออกเสียง เลอร์นิด
เป็นอย่างไรกันบ้างครับ หลักการออกเสียงคำกริยาที่ลงท้ายด้วย ed ไม่ยากเลยใช่ไหมล่ะ  พอรู้หลักแล้วอย่าลืมเอาไปฝึกใช้กันด้วยนะครับ